 
โฆษกสธ.ชี้
"อึกลิ่นแรง"
สัญญานอันตรายส่อแววอนาคตเสี่ยงโรคอ้วน
เบาหวานเยือนง่ายๆ
โฆษกกระทรวงสาธารณสุข
เผยผลการวิจัยพฤติกรรมการกินผักผลไม้ของคนไทยล่าสุดอยู่ในเกณฑ์น่าห่วงมาก
ทั้งผู้ชายผู้หญิงมีคนกิน
ผักผลไม้
ได้ตามเกณฑ์คือวันละ
4 ขีด หรือ 5-6 ทัพพี
เพียงร้อยละ 21
เท่านั้น
ซึ่งเป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้น้ำหนักตัวคนไทยพุ่งกระฉูด
พบในผู้หญิงร้อยละ 34
ส่วนผู้ชายร้อยละ 23
แนะสัญญานภัยอันตรายเบื้องต้นง่ายๆ
ให้สังเกตจากกลิ่นอึ
หากมีกลิ่นแรง
ถ่ายยาก
แสดงว่ากินผักผลไม้ยังไม่พอ
เสี่ยงโรคอ้วน
เบาหวานเยือน
นายสง่า
ดามาพงษ์
โฆษกกระทรวงสาธารณสุข
เปิดเผยว่า ทุกวันนี้คนไทยใช้ชีวิตน่าห่วงมาก โดยเฉพาะ 2
พฤติกรรมที่ต้องเร่งแก้ไขเป็นการด่วน
ได้แก่ การกิน
- การออกกำลังกาย โรคภัยที่สะท้อนปัญหาชัดเจนคือ
โรคเบาหวาน
โรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจและหลอดเลือด
ซึ่งในทางการแพทย์เรียกว่าโรคเรื้อรัง
เพราะเมื่อเป็นแล้วรักษาไม่หายขาด
และสาเหตุชักจูงให้เกิดโรคเหล่านี้มาจากเรื่องการมีน้ำหนักตัวเกินหรือโรคอ้วน
ซึ่งจากการสำรวจสุขภาพคนไทยวัย
15 ปีขึ้นไปทั่วประเทศในพ.ศ.2547
พบผู้ชายร้อยละ 23
และผู้หญิงร้อยละ 34
มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานหรือที่ชาวบ้านเรียกว่ารูปร่างท้วม
อาจพูดได้ว่าผู้ชายทุกๆ
4 คน และผู้หญิงทุกๆ 3
คน
จะพบคนรูปร่างท้วมได้
1 คน ส่วนคนในวัยรุ่น
วัยหนุ่มสาวอายุ 15-29
ปี พบน้ำหนักเข้าข่ายท้วมร้อยละ
10 อ้วนร้อยละ 6
และผอมร้อยละ 17
ขณะเดียวกันผลการตรวจสุขภาพคนไทยในปีเดียวกัน
พบคนไทยมีปัญหาความดันโลหิตสูงกว่า
10 ล้านคนหรือร้อยละ 22
เพิ่มขึ้นจากปี 2534 ถึง
4 เท่าตัว
พบในผู้ชายร้อยละ 23
ผู้หญิงร้อยละ 21
ในจำนวนนี้กว่า 7
ล้านคนยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองป่วย
ส่วนในกลุ่มที่รู้ตัวว่าป่วยพบว่ารักษาได้ผลควบคุมระดับความดันได้ไม่ถึง
1 ล้านคน
ส่วนโรคเบาหวานตรวจพบในผู้ชายร้อยละ
6 และผู้หญิงร้อยละ 7
รวมกว่า 3 ล้านคน
พบมากที่สุดในกลุ่มอายุ
60-69 ปี
และยังพบในกลุ่มวัยรุ่น
วัยหนุ่มสาวอายุ 15-29
ปีเกือบร้อยละ 2
และโรคหัวใจและหลอดเลือดตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดก็คือไขมันคอเลสเตอรอลอุดตันในเส้นเลือด
จากการตรวจสุขภาพพบสูงผิดปกติในผู้ชายร้อยละ
14
ส่วนผู้หญิงพบร้อยละ
17 เฉพาะในวัย 15-29 ปี
มีไขมันตัวนี้
สูงเกินมาตรฐานร้อยละ
7
ผู้ที่มีไขมันสูงผิดปกตินี้
ร้อยละ 87 ยังไม่เคยรู้ตัวมาก่อนเลย
จึงเป็นเรื่องที่น่าห่วงมาก
ต้องเร่งแก้ไขปรับแก้พฤติกรรม
ก่อนที่โรคจะกำเริบรุนแรงไปกว่านี้
นายสง่า
กล่าวต่อไปว่า
สำหรับในกลุ่มของผู้ป่วยจาก
3 โรคดังกล่าวจากการเฝ้าระวังผู้ป่วยใน
28 จังหวัด
พบมีเข้ารักษาพยาบาลทั้งหมด
310,401 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยเบาหวาน
207,964 ราย
เป็นผู้ป่วยที่มีปัญหาแทรกซ้อน
64,545 ราย มีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง
378,254 ราย
ผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด
34,394 ราย ผู้ป่วยเหล่านี้รักษาไม่หายขาด
จะต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์คือกินยาสม่ำเสมอ
ออกกำลังกาย
และรับประทานอาหารที่มีผักผลไม้มากๆลดอาหารรสหวาน
อาหารจำพวกแป้งให้น้อยลง
จะสามารถคุมอาการให้เหมือนคนปกติได้
นายสง่า
กล่าวต่อไปอีกว่า
สำหรับการป้องกันไม่ให้ป่วยเป็นโรคเรื้อรังดังกล่าว
ประชาชนควรออกกำลังกายทุกวัน
หรืออย่างน้อยอาทิตย์ละ
3 ครั้งๆ 30 นาที
รับประทานผักผลไม้มากๆ
ให้ได้ครึ่งหนึ่งของอาหารแต่ละมื้อ
หรือให้มากกว่าวันละ
4 ขีดหรือกว่าวันละ 5-6
ทัพพี
ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก
เนื่องจากในผักและผลไม้
จะมีเส้นใยอาหาร
ซึ่งมีความสำคัญต่อสุขภาพของมนุษย์มาก
เพราะถ้ากินเส้นใยจากอาหารเป็นประจำ
ช่วยให้การเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหารดีขึ้น
ส่งผลให้ร่างกายมีการขับถ่ายดีขึ้น
จะช่วยให้ท้องไม่ผูก
ลดไขมันในเส้นเลือด
โดยใยของอาหารช่วยในการขับถ่ายนำไขมันคอเลสเตอรอลออกจากร่างกาย
ในทางตรงกันข้ามหากกินอาหารที่มีเส้นใยน้อย
จะทำให้ร่างกายเกิดโรคภัยไข้เจ็บต่าง
ๆ เช่น
ท้องผูก
ริดสีดวงทวาร โรคอ้วน
ไขมันในเส้นเลือดสูง
เบาหวาน เป็นต้น
การกินเส้นใยอาหาร
ทำให้ถ่ายอุจจาระได้สะดวกทำให้ร่างกายไม่หมักหมม
สิ่งบูดเน่าและสารพิษบางอย่างไว้ในร่างกายนานเกินควร
จึงป้องกันการเกิดมะเร็งในลำไส้ใหญ่ได้
โดยคุณสมบัติพิเศษของเส้นใยอาหารที่ป้องกันโรคดังกล่าวได้
นอกจากจะไม่ถูกย่อยด้วยน้ำย่อย
แต่จะดูดน้ำทำให้อุจจาระนุ่ม
มีน้ำหนักและถ่ายง่าย
และร่างกายยังได้รับสารเบต้า-แคโรทีนและวิตามินซี
จะช่วยป้องกันอนุมูลอิสระไม่ให้ทำลายเซลล์
นายสง่า
กล่าวถึงวิธีการที่จะรู้ว่ากินผักผลไม้เพียงพอหรือไม่นั้น
ให้สังเกตได้จากลักษณะอุจจาระ
หากกินผักผลไม้พอท้องมักจะไม่ผูก
อุจจาระจะร่วน มีกลิ่นแต่ไม่รุนแรง
ตรงกันข้ามหากผู้ที่กินผักผลไม้น้อยหรือกินเนื้อสัตว์มาก
อุจจาระมักจะแข็ง
ถ่ายลำบาก
เกิดการหมักหมมในลำไส้ใหญ่
กลิ่นมักจะเหม็น
นอกจากนี้ผักผลไม้ยังช่วยบรรเทาอาการท้องผูก
อีกทั้งยังช่วยลดการเก็บกักของเสียในร่างกาย
ลดการหมักหมมของเสียในลำไส้
ลดโอกาสการดูดซับสารพิษจากของเสียเข้าสู่ร่างกาย
และที่สำคัญมันช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ผู้ที่ไม่ชอบรับประทานผักและผลไม้
เมื่อหันมารับประทานอาหารประเภทนี้มากขึ้น
อาจจะเกิดปัญหาท้องอืด
ปวดท้อง ท้องผูก
ในระยะแรกๆ
ซึ่งจะเป็นปัญหาชั่วคราว
เมื่อร่างกายปรับตัวได้
ปัญหานี้จะหมดไป โดย
ค่อย ๆ
เพิ่มการรับประทานผัก
ผลไม้ทีละน้อยและดื่มน้ำเพิ่มขึ้น
โดยดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ
8 แก้ว
เพื่อให้ระบบย่อยอาหารได้มีการปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงชนิดของอาหาร

|