โดย
ผู้จัดการออนไลน์ 29
มีนาคม 2550 07:56 น.
หากเอ่ยถึงมะเร็ง
แทบทุกคนย่อมนึกไปถึงโรคร้ายแรงที่ยากต่อการรักษา
แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีมะเร็งบางชนิดที่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถรักษาให้หายได้
หากอาการป่วยนั้นอยู่ในระยะที่ไม่สาหัสจนเกินไป
และอีกทั้งที่หลายคนไม่รู้ก็คือ
สามารถป้องกันได้ด้วยตนเองโดยวิธีง่ายๆ
หนึ่งในนั้นก็คือ มะเร็งลำไส้
ที่ในทุกวันนี้ได้มีอัตราการป่วยเพิ่มขึ้นถึงปีละ
1,000 คน
พ.อ.นพ.ปริญญา
ทวีชัยการ
ประธานชมรมศัลยแพทย์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งลำไส้
โรงพยาบาลพระมงกุฏเกล้า
ให้ข้อมูลเกี่ยวกับมะเร็งลำไส้ว่า
ใน 1 ปี
มีชาวอเมริกันเสียชีวิตด้วยโรคดังกล่าวถึง
50,000 คน
และเป็นสาเหตุการตายอันดับ
2
ของอเมริกันชนอีกด้วย
ขณะที่ในเมืองไทยนั้น
มะเร็งลำไส้ถูกพบเป็นอันดับ
5
ในผู้ป่วยมะเร็งทั้งหมด
และในระยะหลังจากประสบการณ์ส่วนตัวพบว่า
ผู้ป่วยจำนวนมากเป็นคนแถบภาคกลาง
และกรุงเทพมหานคร
สำหรับสาเหตุของมะเร็งลำไส้ใหญ่ประการแรก
คือ
กรรมพันธุ์ที่เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก
แต่ก็สามารถป้องกันได้ด้วยการทำรูปแบบชีวิตให้แข็งแรงและมีภูมิต้านทานโรค
แต่ก็มีผู้ป่วยไม่น้อยที่ไม่มีประวัติด้านกรรมพันธุ์
แต่ก็ป่วยด้วยโรคนี้
ซึ่งนั่นเป็นเพราะส่วนหนึ่งใช้ชีวิตที่มีไลฟ์สไตล์แบบผิดๆ
เช่น ไม่ออกกำลังกาย
ทำงานหนัก
ไม่ได้เคลื่อนไหวร่างกาย
เครียด
รับประทานอาหารที่มีไฟเบอร์
(เส้นใยอาหาร) น้อย
หรือไม่กินอาหารที่มีไฟเบอร์เลย
เป็นต้น
ต้องบอกว่าหากย้อนหลังกลับประมาณ
5060 ปี
คิดว่าผู้ป่วยโรคนี้ในเมืองไทยน่าจะน้อย
เพราะไลฟ์สไตล์คนไทยในยุคนั้นเรานิยมกินผักเป็นพื้นฐาน
เรียกได้ว่าไม่ว่ามื้อไหนก็จะต้องมีผักขึ้นโต๊ะ
และจริงๆ
แล้วมะเร็งลำไส้นี้เป็นโรคของคนตะวันตก
เพราะไลฟ์สไตล์ของเขาเป็นพวกกินเนื้อ
เพราะสำหรับเมืองหนาวนี่ผักแพงกว่าเนื้อ
เขาก็เลยไม่ค่อยได้กินผัก
แต่ที่น่าเป็นห่วงก็คือวัฒนธรรมการกินของคนไทยในยุคปัจจุบันที่นิยมกินเนื้อสัตว์มากกว่ากินผัก
ซึ่งตรงนี้อันตรายมาก
พ.อ.นพ.ปริญญา
กล่าวต่อไปว่า
ความน่ากลัวที่สามารถเรียกได้ว่าเป็น
ภัยเงียบ
ของโรคนี้
ก็เพราะในระยะแรกๆ
ของการป่วย
ผู้ป่วยจะไม่สามารถทราบได้เลยว่าตนเองกำลังถูกมะเร็งร้ายคุกคามอยู่
เพราะแทบจะไม่มีอาการใดๆ
บ่งบอกทั้งสิ้น
คืออาการแรกๆ
ของมะเร็งลำไส้ก็จะมีเพียงอึดอัด
แน่นท้อง น้ำหนักลด
อุจจาระมีเลือดปน
ซึ่งบ่อยครั้งจะถูกคิดว่าเป็นริดสีดวง
และอาการอุจจาระลำเล็กลง
เพราะระยะเริ่มต้นของโรคนี้จะไม่ได้เกิดตูมเดียวแล้วเป็นเซลล์มะเร็ง
แต่มันจะเกิดเป็นเนื้องอกก่อน
ซึ่งหากเราพบมันก่อนที่จะกลายเป็นมะเร็ง
ก็จะทำเพียงตัดมันออกด้วยการส่องกล้อง
ซึ่งเป็นการผ่าที่สะดวกมาก
แถมคนไข้ก็แทบจะไม่เจ็บปวดเลย
เพราะส่วนนั้นจะเป็นส่วนที่ไม่มีเส้นประสาท
เมื่อตัดเสร็จ 6 ชม.พักฟื้น
จากนั้นก็ขับรถกลับบ้านเองได้
แต่การที่คนเราจะสังเกตได้ในระยะแรกนั้นค่อนข้างทำได้ยาก
เท่าที่เห็นคืออาการเพียบแล้วถึงจะหามมาหาหมอ
ในเรื่องของการสังเกตลำอุจจาระนั้น
ก็เพราะการมีติ่งหรือก้อนเนื้อขึ้นมานั้นจะทำให้ทางออกของอุจจาระแคบลง
ซึ่งจะบีบอุจจาระให้เล็กลง
ซึ่งหากเจ้าตัวพบความผิดปกติตรงนี้ก็สามารถมาตรวจได้เป็นการป้องกันไว้เบื้องต้น
แต่ถ้ามาในระยะที่เป็นมะเร็งแล้วโอกาสมีชีวิตอยู่ของคนไข้ก็จะลดทอนลงตามส่วน
ซึ่งในเรื่องของการรักษาก็จะมีตั้งแต่การตัดเนื้อร้ายทิ้ง
ให้เคมีบำบัด และฉายแสง
ตามระยะความร้ายแรง
และการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง
พ.อ.นพ.ปริญญา
บอกว่า
การป้องกันที่ดีที่สุด
คือ
การใช้ชีวิตอย่างมีภูมิต้านทานแบบง่ายๆ
คือการออกกำลังกายสม่ำเสมอ
ดื่มน้ำมากๆ ประมาณ 2.5-3
ลิตรต่อวัน
และกินอาหารที่มีไฟเบอร์สูง
หรืออาจจะเสริมด้วยคอร์นเฟลกต์ตอนเช้า
หรือไฟเบอร์แบบผงละลายน้ำ
ซึ่งดีกว่าแบบเม็ดที่อาจจะมีโอกาสอุดตันทางเดินอาหารได้
ที่สำคัญที่สุด
คือ การตรวจร่างกาย
อันนี้สำคัญมาก
เพียงแต่ตรวจร่างกายประจำปีตั้งแต่อายุ
30 ปี
ส่วนมะเร็งลำไส้ควรตรวจตอนอายุ
50 ปี เพื่อที่เมื่อหากมีอาการแล้วจะได้รักษาได้ทันท่วงที
ผมพยายามเป็นอย่างมากที่จะรณรงค์ให้ประชาชนได้รับรู้ถึงหนทางป้องกัน
และทางรักษาโรคนี้
โดยเฉพาะการตรวจร่างกาย
การเช็คสุขภาพ
ที่จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันและรับมือแต่เนิ่นๆ
หากเกิดตรวจพบว่าป่วย
พ.อ.นพ.ปริญญาได้ทิ้งท้ายเรื่องของการทำดีท็อกซ์หรือการสวนล้างลำไส้ว่า
ตามธรรมชาติของร่างกายนั้น
มีกลไกการขับกากของเสียคืออุจจาระอยู่แล้ว
ดังนั้นการสวนล้างลำไส้ที่นิยมกันนั้นในความเป็นจริงถือว่าไม่จำเป็นในการดูแลสุขภาพ
แถมบางครั้งอาจเกิดอันตรายชนิดคาดไม่ถึงเลยทีเดียว
ซึ่งก็เคยเกิดกรณีหญิงสาววัยทำงานถูกหามส่งโรงพยาบาลด้วยอาการปวดท้องขนาดหนัก
ซึ่งเมื่อตรวจแล้วจึงพบว่าลำไส้มีสภาพเหมือนถูกลวกด้วยของร้อน
เมื่อสอบถามผู้ป่วยจึงทราบว่ามีนิสัยชอบทำดีท็อกซ์
ซึ่งกรณีนี้แพทย์สันนิษฐานว่าเป็นเพราะกาแฟที่ใช้สวนนั้นมีอุณหภูมิสูงเกินไป
ทำให้เมื่อสวนเข้าไปแล้วทำให้ลวกลำไส้จนต้องตัดลำไส้บางส่วนออกไปเพื่อการรักษา
ทางที่ดีที่สุด
พยายามหัดขับถ่ายให้ปกติ
แต่ถ้าทำได้คือควรถ่ายวันละ
2 ครั้ง เช้าเย็น
เมื่อฝึกไปได้ระยะหนึ่งแล้วร่างกายจะชินกับการขับถ่ายแบบสองเวลานี้ไปเอง
ซึ่งการถ่ายวันละสองครั้งนี้นั้นนอกจากจะเป็นการขับของเสียได้บ่อยขึ้นแล้ว
ลำไส้ใหญ่และลำไส้ตรงก็จะรับภาระในการเก็บกากอาหารตกค้างที่เป็นของเสียน้อยลง
พ.อ.นพ.ปริญญาสรุป

|